สุดยอดไอเดียการจัดร้านและการบริการดีๆ จากประเทศอังกฤษ

สุดยอดไอเดียการจัดร้านและการบริการดีๆ จากประเทศอังกฤษ

โดย อ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กลยุทธ์การตลาดในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ส่งผลให้ลูกค้าอยากเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการร้าน ซึ่งบทความนี้จะนำเรื่องราวสนุกๆของร้านอาหาร 4 เรื่อง จากประเทศอังกฤษ มาเป็นตัวอย่างในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดที่ประสบความสำเร็จ

1. การจัดบรรยากาศที่ดีของร้าน


ทุกครั้งที่เข้าร้านในประเทศอังกฤษจะมีความรู้สึกว่า บรรยากาศในร้านน่ารัก สบายๆ อบอุ่นเป็นกันเอง วิธีการอย่างหนึ่งในการจัดร้านให้มีเสน่ห์ คือการปรับวิธีคิด ถ้าหากคิดว่าเป็นแค่ร้านขายของจะทำให้จัดร้านไม่สวย เพราะเราจะนำสินค้าออกมาเรียงกันไว้เพื่อขายให้ได้มากที่สุด แต่ในทางกลับกันถ้าเราคิดว่ากำลังวางของเตรียมไว้ให้ครอบครัวกลับมารับประทาน เป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีของร้าน ทำให้รู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง ยกตัวอย่างเช่น การจัดเรียงขนมมัฟฟิน ถ้าเป็นร้านทั่วไปจะนำขนมทั้งหมดออกมาเรียงกันไว้ในถาด แต่ในประเทศอังกฤษจะใช้วิธีการนำมาวางเพียงแค่ 3–4 ชิ้น จากนั้นนำน้ำตาลไอซิ่งมาโรยเพื่อจัดแต่ง คิดเสียว่าจัดไว้รอสามีและลูกๆ กลับมารับประทาน

สิ่งสำคัญที่สุด คือการปรับวิธีคิด เราต้องปรับความคิดจากการขายของให้เป็นการต้อนรับ จะทำให้รูปแบบการจัดร้านของเราเปลี่ยนไป ดังนั้นทุกอย่างล้วนมาจากความคิด โดยควรคิดแบบ Outside In คำนึงถึงความรู้สึกของลูกค้าเป็นหลัก สร้างความสุขผ่านการจัดร้าน ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าอบอุ่น ทำให้คนอยากเข้ามาซื้อสินค้าในร้าน เพราะหากคิดแบบ Inside Out เราก็จะจัดเรียงสินค้าเพื่อขายเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้สร้างประสบการณ์และความรู้สึกที่ดีให้แก่ลูกค้า

2. แนวคิด Zero Tolerance

จัดทำป้าย “0 Tolerance” เราจะไม่ทนกับลูกค้าที่หยาบคาย เพื่อสื่อสารกับลูกค้าว่า หากคุณจะหยาบคายกับพนักงานของเรา ขอความกรุณาใช้บริการที่อื่น เพราะเราดูแลพนักงานของเราเหมือนคนในครอบครัว  การทำเช่นนี้เป็นการมองพนักงานเสมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ทำให้พนักงานรู้สึกว่าเจ้าของร้านใส่ใจในความรู้สึกและการทำงานของพนักงาน เพราะเมื่อวิเคราะห์ดูแล้วคนที่จะบริการลูกค้าได้ดีที่สุดก็คือ เจ้าของร้าน และลูกหลานของเจ้าของร้าน ดังนั้นหากเราดูแลพนักงานให้เหมือนลูกหลานเป็นอย่างดีแล้ว พนักงานก็จะดูแลลูกค้าเป็นอย่างดีเหมือนที่เค้าได้รับการดูแลเช่นกัน

การที่เราดูแลลูกน้องหรือพนักงานของเราไม่ดี ดุด่าว่ากล่าวพนักงานเพื่อให้พนักงานกลัว หากวันใดวันหนึ่งเราไม่อยู่ วันนั้นพนักงานจะขี้เกียจ เพราะพนักงานจะรู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำอยู่เสมอ และพนักงานจะดูแลลูกค้าได้ไม่ดี ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างธุรกิจแบบไม่ยั่งยืน

ในเมืองไทยบางอุตสาหกรรมมีการนำแนวคิด Zero Tolerance มาใช้ เช่น โรงพยาบาลหัวเฉียว ได้ติดป้ายประกาศให้ผู้มาใช้บริการทราบว่า “โรงพยาบาลหัวเฉียวเป็นโรงพยาบาลภายใต้มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ซึ่งดูแลผู้ป่วยเสมอหน้ากันและดูแลท่านอย่างดีที่สุด ขอความกรุณาท่านใช้ความสุภาพและดูแลบุคลากรทางการแพทย์ของเราอย่างสุภาพด้วย หากท่านไม่สามารถทำได้เราขออนุญาตสงวนสิทธิ์ไม่บริการท่าน” เพราะบุคลากรทางการแพทย์รวมถึงพยาบาลและบุคลากรที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องดูแลคนไข้ หากนำความเครียดไปใส่ในบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้มากจนเกินไป อาจจะมีผลกระทบต่อคนไข้จำนวนมาก ซึ่งผลปรากฏว่า แนวคิดนี้ได้รับผลตอบรับอย่างดีจากคนไข้และผู้ใช้บริการ บางคนมีการถ่ายรูปและนำไปแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์อีกด้วย

ในอดีตจากตำราการตลาดนั้นเรามีกฎคือ กฎข้อที่หนึ่ง : ลูกค้าถูกเสมอ (Customer is always right) กฎข้อที่สอง : หากลูกค้าผิดให้ไปอ่านกฎข้อที่หนึ่งใหม่ (If customer ever wrong, reread rule no.1) เราสามารถใช้แนวคิดดั้งเดิมได้ แต่ในแง่การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันคนที่เป็นลูกค้านั้นขยายวงกว้างมากขึ้น กลุ่มลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมาก็คือพนักงานของเรา เพราะพนักงานของเราก็เหมือนเป็นลูกค้าภายในของเราด้วยเช่นกัน (Internal Customer)

3. การรักษาความสัมพันธ์

เป็นที่น่าสนใจว่าร้านค้าเล็กๆ หลายร้านในประเทศอังกฤษนั้นยังคงมีลูกค้ามาซื้อสินค้าจำนวนมาก แทนที่จะซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ จากการสังเกตพบว่า เหตุผลที่ทำให้มีลูกค้ามาซื้อสินค้าและใช้บริการร้านค้าเล็กๆอยู่เสมอนั้น เป็นเพราะร้านค้ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าและชุมชน

การที่ร้านค้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เช่น การพูดคุยกับลูกค้าอย่างสนิทสนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการกับลูกค้าประจำ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแก่ลูกค้า หากจำเป็นต้องเลือกดูแลระหว่างลูกค้าประจำและลูกค้าขาจร ร้านค้าอาจจำเป็นที่จะต้องให้ความดูแลแก่ลูกค้าประจำที่ซื้อสินค้าจำนวนมากหรือมาซื้อสินค้าบ่อยครั้งก่อน

แน่นอนว่าร้านค้าเล็กๆ อาจไม่สามารถสู้ร้านค้าสะดวกซื้อใหญ่ๆ ในด้านราคา หรือด้านความหลากหลายของสินค้าได้ แต่สามารถสู้ในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ได้ เพราะกลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญ เรื่องคุณภาพสินค้า ความหลากหลาย และการลดราคาอาจไม่สำคัญเท่ากับเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า

4. การทำโปรโมชันเฉพาะเทศกาล

การทำรายการส่งเสริมการตลาดหรือโปรโมชั่นในประเทศอังกฤษนั้น จะเป็นการลดราคาประจำเทศกาลต่างๆ มีการลดราคาค่อนข้างมากและจริงจัง เพื่อระบายสินค้าหมดฤดูออกแล้วสั่งสินค้าจากเทศกาลหรือฤดูใหม่เข้ามา ทำให้ร้านดูสดใสทันสมัยอยู่ตลอดเวลา การจัดโปรโมชั่นลดราคาเช่นนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการลดราคานั้นเป็นสิ่งพิเศษ กระตุ้นให้ลูกค้าอยากเข้าไปเลือกชมสินค้ามากขึ้น

หลายครั้งธุรกิจ SME ในประเทศไทยที่มีการลดราคาอยู่ตลอดเวลาและไม่จริงจัง มีการตั้งราคาเกินจริง เพื่อทำโปรโมชัน หรือบางแห่งกลายเป็นร้านที่ลดราคาอยู่ตลอดเวลา การกระทำเช่นนี้ทำให้อำนาจในด้านการลดราคาและการทำโปรโมชั่นลดลง ลูกค้าจะรู้สึกเหมือนถูกหลอกหลวง ร้านค้าไม่ซื่อสัตย์ เกิดความคิดว่าขนาดการสื่อสารการตลาดยังหลอกลวงเลย จะให้เชื่อใจซื้อสินค้าและร้านค้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของร้านค้าอีกด้วย

หากเรานำกลยุทธ์การทำโปรโมชันมาใช้อย่างถูกต้อง จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพ การวางแผนการทำโปรโมชันตามเทศกาลทั้งปี โดยกำหนดจำนวนและช่วงเดือนที่จะลดราคา เวลาทำโปรโมชั่นทำให้จริงจัง ทำให้เป็น event ใหญ่ที่ลูกค้าจำได้และจะต้องมา จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อยอดขายและไม่ทำลายภาพลักษณ์ของร้าน ยกตัวอย่างเช่น event การทำโปรโมชัน 9.9 หรือ 11.11 ของ Lazada หรือ Shopee ลูกค้าจะไม่รู้สึกว่าลดราคาเพราะคุณภาพสินค้าแย่ หรือร้านค้าหลอกลวงแต่อย่างใด

ในปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ Generation Z พฤติกรรมของลูกค้า คือเมื่อเข้าไปดูตัวอย่างสินค้าจริงในร้านค้าและพบเจอสินค้าที่ชอบ จากนั้นลูกค้าจะค้นหาราคาสินค้าในโลกออนไลน์ ถ้าหากพบว่าสินค้าที่อยู่ในร้านค้าราคาแพงกว่า ลูกค้าจะเรียนรู้ว่าร้านค้านั้นขายสินค้าแพง หลอกลวงและจะไม่เข้าไปซื้อสินค้าในร้านนั้นๆอีก

การตลาดที่แท้จริงนั้นไม่ต้องการความสำเร็จระยะสั้น แต่ต้องการความสำเร็จที่ยั่งยืน หากธุรกิจสามารถนำเคล็ดลับ 4 ข้อนี้ไปปรับใช้ได้ ธุรกิจก็จะเกิดความสำเร็จอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน

สนใจเลือกซื้อกล่องอาหารคูลๆ พร้อมโลโก้ คลิกเลย

Read more

เทรนด์แพคเกจจิ้งยั่งยืน 2026  SME ต้องปรับตัวอย่างไร

เทรนด์แพคเกจจิ้งยั่งยืน 2026 SME ต้องปรับตัวอย่างไร

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา "ความยั่งยืน" ได้กลายมาเป็นมากกว่าคำศัพท์ แต่เป็น มาตรฐานใหม่ ในโลกธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่ "บรรจุภัณฑ์" ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการสื่อสารกับผู้บริโภค สำหรับปี 2026

By Pimpaya Bhumala
เช็คเทรนด์ ธุรกิจอาหารปี 2026

เช็คเทรนด์ ธุรกิจอาหารปี 2026

ในโลกของธุรกิจอาหารที่หมุนไว การตามเทรนด์ให้ทันไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอด เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่มากกว่าแค่ "รสชาติ" วันนี้ Dezpax จะพาทุกคนไปเจาะลึก 3 เทรนด์หลักที่จะมาขั

By Pimpaya Bhumala
สรุป เศรษฐกิจ 2569 ธุรกิจร้านอาหาร

สรุป เศรษฐกิจ 2569 ธุรกิจร้านอาหาร

เศรษฐกิจปี 2569 เป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจร้านอาหาร เนื่องจากเศรษฐกิจที่เปราะบางและกำลังซื้อลดลง ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งหลายประเภท และต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ค่าวัตถุดิ

By Pimpaya Bhumala
อวสานชนชั้นกลาง  เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วเกินไป SMEs ต้องปรับตัวยังไงให้รอด ?

อวสานชนชั้นกลาง เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วเกินไป SMEs ต้องปรับตัวยังไงให้รอด ?

มุมมองจาก “แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ” และแนวทางต่อยอดสำหรับธุรกิจอาหารยุคใหม่ ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว ผู้เล่นเข้า ออกตลาดไวมาก แข่งขันสูง แต่การเติบโตกลับต่ำ” โลกทุกวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของ “ใครเก่งกว่า” อีกต่อไป แต่

By Pimpaya Bhumala